โรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา เดินหน้าพัฒนาบุคลากร เทคโนโลยีทางการแพทย์ และบริการสุขภาพเฉพาะบุคคล เพื่อรองรับผู้ป่วยชาวไทย ชาวต่างชาติ และภาคธุรกิจในพื้นที่ EEC ที่ขยายตัวต่อเนื่อง พร้อมเสริมศักยภาพสู่การเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ของภาคตะวันออก

“โรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา” เดินหน้าปรับโฉมบริการสุขภาพครั้งใหญ่ เชื่อมการออกแบบ Healing Environment เข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัล การดูแลเฉพาะบุคคล และศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง รองรับประชากรไทย ชาวต่างชาติ และภาคธุรกิจในพื้นที่ EEC พร้อมขยายศักยภาพเครือข่ายแตะ 629 เตียงในอนาคต มุ่งสู่ศูนย์กลางด้านสุขภาพชั้นนำของภาคตะวันออกและ Medical Hub ระดับภูมิภาค
การเติบโตของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor: EEC กำลังเปลี่ยนโฉมภูมิภาคตะวันออกให้กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่เศรษฐกิจที่มีความสำคัญที่สุดของประเทศ ทั้งในด้านอุตสาหกรรม การลงทุน เทคโนโลยี โลจิสติกส์ และการขยายตัวของชุมชนเมือง
การเพิ่มขึ้นของประชากรในพื้นที่ ทั้งคนไทย ผู้บริหาร นักลงทุน แรงงานทักษะสูง ผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติ และประชากรแฝงจากทั่วประเทศ ส่งผลให้ความต้องการบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ รวดเร็ว และรองรับโรคที่มีความซับซ้อนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา กำลังเดินหน้าปรับยุทธศาสตร์จากการเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่ให้บริการประชาชนในพื้นที่ ไปสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพของภาคตะวันออก ด้วยการยกระดับทั้งผลลัพธ์ทางการรักษา ประสบการณ์ของผู้รับบริการ เทคโนโลยีทางการแพทย์ และศักยภาพของบุคลากร เพื่อรองรับการเติบโตของ EEC และเป้าหมายการเป็น Medical Hub ระดับภูมิภาค

31 ปีบนเส้นทางศูนย์กลางสุขภาพภาคตะวันออก
โรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2538 และเติบโตเคียงข้างชุมชนศรีราชาและภาคตะวันออกมากว่า 31 ปี ปัจจุบันให้บริการทั้งผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน และผู้ป่วยฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางสหสาขาวิชาชีพ พยาบาลวิชาชีพ และบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ
นพ.ชาญชัย ลี้สมประสงค์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา กล่าวว่า การเติบโตของ EEC ทำให้โรงพยาบาลต้องมองไกลกว่าการเพิ่มจำนวนเตียงหรือการขยายพื้นที่ให้บริการ แต่ต้องพัฒนาระบบสุขภาพที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชากรหลากหลายกลุ่มได้อย่างครอบคลุม
ตั้งแต่ประชาชนในพื้นที่ ผู้บริหารและพนักงานภาคอุตสาหกรรม ชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานและลงทุน ไปจนถึงผู้รับบริการจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความคาดหวังและรูปแบบการใช้บริการที่แตกต่างกัน
“วันนี้คุณภาพของโรงพยาบาลไม่ได้วัดเพียงว่ามีเครื่องมือทันสมัยหรือมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมากเพียงใด แต่ต้องดูว่าผู้รับบริการได้รับประสบการณ์อย่างไร ตั้งแต่ก่อนเดินทางมาถึงโรงพยาบาล ระหว่างการรักษา จนถึงการดูแลต่อเนื่องหลังกลับบ้าน เราจึงต้องพัฒนาทั้งสถานที่ คน กระบวนการ และเทคโนโลยีไปพร้อมกัน” นพ.ชาญชัยกล่าว
พลิกโฉม Patient Experience ผ่าน 3 จุดสัมผัสสำคัญ
หัวใจสำคัญของการพัฒนาโรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา คือการยกระดับ Patient Experience หรือประสบการณ์ของผู้รับบริการอย่างครบวงจร โดยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการปรับปรุงอาคาร แต่เป็นการออกแบบเส้นทางการดูแลสุขภาพใหม่ทั้งระบบ
แนวทางดังกล่าวประกอบด้วย 3 จุดสัมผัสหลัก ได้แก่
Physical Touchpoint การออกแบบสถานที่ตามแนวคิด Healing Environment เพื่อสร้างบรรยากาศที่ช่วยลดความวิตกกังวลและส่งเสริมการฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจ
Human Touchpoint การบริการด้วยหัวใจภายใต้แนวคิด Superior Thai Hospitality ให้ความสำคัญกับความเข้าใจ ความเอาใจใส่ และการดูแลที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้รับบริการแต่ละราย
Clinical Touchpoint การเชื่อมโยงมาตรฐานการแพทย์ เทคโนโลยีที่ทันสมัย และทีมแพทย์เฉพาะทาง เพื่อให้เส้นทางการรักษามีความต่อเนื่อง รวดเร็ว และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ป่วยและครอบครัว
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการมอง “โรงพยาบาล” เป็นเพียงสถานที่รักษาโรค ไปสู่การเป็นระบบดูแลสุขภาพที่ให้ความสำคัญกับทุก Touchpoint ของ Patient Journey

Ward เด็ก
Healing Environment การรักษาเริ่มตั้งแต่ก้าวแรก
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือการปรับโฉมพื้นที่ภายในโรงพยาบาลภายใต้แนวคิด Healing Environment หรือสิ่งแวดล้อมแห่งการเยียวยา โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมร่วมสมัยของ “วังพญาไท”
การออกแบบใช้เส้นสายที่ดูอ่อนโยน วัสดุโทนอุ่น แสงธรรมชาติ และการจัดพื้นที่ที่ช่วยลดความรู้สึกสับสนหรือวุ่นวาย เพื่อให้ผู้รับบริการรู้สึกผ่อนคลายตั้งแต่วินาทีแรกที่เดินเข้ามาในโรงพยาบาล
ตลอดช่วงประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลได้ลงทุนปรับปรุงพื้นที่เกือบทั้งโรงพยาบาลในวงเงินประมาณ 300-400 ล้านบาท ครอบคลุมโถงต้อนรับ ห้องตรวจ พื้นที่พักคอย หอผู้ป่วย และพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อให้สถานที่สามารถสนับสนุนทั้งการรักษาและสภาวะจิตใจของผู้ป่วยได้อย่างแท้จริง
หนึ่งในพื้นที่สำคัญคือ Platinum Lounge ชั้น 12 อาคาร B ซึ่งได้รับการปรับโฉมให้เป็นพื้นที่รับรองที่มีความเป็นส่วนตัว พร้อมมุมทำงาน โซนอาหารว่าง และพื้นที่พักผ่อนที่เปิดรับทัศนียภาพภายนอก
บริเวณเดียวกันยังเป็นที่ตั้งของ Platinum Ward ซึ่งมีห้องพักพรีเมียมรวม 24 ห้อง แบ่งเป็นห้อง Platinum Gold จำนวน 19 ห้อง อัตราค่าห้อง 12,100 บาทต่อคืน พร้อมวิวเมือง และห้อง Platinum Diamond จำนวน 5 ห้อง อัตราค่าห้อง 25,000 บาทต่อคืน พร้อมวิวทะเล
การออกแบบพื้นที่ไม่ได้มุ่งตอบโจทย์ด้านความหรูหราเท่านั้น แต่ต้องการสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้ผู้ป่วยและญาติรู้สึกผ่อนคลาย มีพื้นที่เปลี่ยนบรรยากาศ และไม่รู้สึกว่าถูกจำกัดอยู่ภายในห้องพักตลอดระยะเวลาการรักษา

ห้องพักผู้ป่วยใน IPD
จาก Healing Environment สู่ Zero Loss of Time
นอกจากการปรับปรุงพื้นที่ โรงพยาบาลยังนำแนวคิดการทำงานเชิงรุกมาใช้ลดระยะเวลารอคอย ภายใต้หลักการว่า “สิ่งใดสามารถทำล่วงหน้าได้ ควรดำเนินการก่อนผู้รับบริการมาถึง”
ตัวอย่างเช่น การเปิดประวัติผู้ป่วยที่มีนัดหมายไว้ล่วงหน้า การโทรประสานงานเพื่อเลือกโปรแกรมตรวจ การเตรียมข้อมูลทางห้องปฏิบัติการ และการเปิดช่องทางชำระเงินออนไลน์ก่อนวันเข้ารับบริการ
กระบวนการเหล่านี้ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจหรือรักษาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ลดความแออัด และลดเวลาสูญเปล่าในระบบ
โรงพยาบาลยังนำกระบวนการ Lean มาใช้ในการบริหารนัดหมาย เช่น แยกช่วงเวลาสำหรับผู้ที่ต้องงดอาหารกับผู้ที่ไม่ต้องงดอาหาร เพื่อลดการกระจุกตัวของผู้รับบริการในช่วงเวลาเดียวกัน
สำหรับช่วงเวลาที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการรอคอยได้ โรงพยาบาลนำแนวคิด Edutainment ซึ่งผสมผสานระหว่าง Education และ Entertainment มาใช้ โดยนำเสนอความรู้ด้านสุขภาพในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน เช่น คลิปให้ความรู้จากเภสัชกร หรือแบบประเมินความเสี่ยงสุขภาพระหว่างรอรับบริการ
กลยุทธ์ดังกล่าวสะท้อนว่า “ความรวดเร็ว” ไม่ได้หมายถึงการลดเวลาเชิงตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการบริหารความรู้สึกของผู้รับบริการ เพื่อให้ช่วงเวลารอคอยยังคงมีคุณค่าและไม่สร้างความรู้สึกสูญเปล่า

Platinum Lounge
“ดี ถูก เร็ว” สร้างคุณภาพที่คุ้มค่าและตรวจสอบได้
นพ.ชาญชัยอธิบายว่า แนวทางการดำเนินงานของโรงพยาบาลยึดหลัก “ดี ถูก และเร็ว” เพื่อสร้างระบบบริการที่สมดุลระหว่างผลการรักษา ความคุ้มค่า และความสะดวกของผู้รับบริการ
คำว่า “ดี” หมายถึงผลลัพธ์ทางการรักษาที่สามารถตรวจสอบและพิสูจน์ได้ ผ่านมาตรฐานคุณภาพทั้งในระดับประเทศและระดับสากล รวมถึงการพัฒนามาตรฐานเฉพาะโรคสำหรับภาวะที่มีความเสี่ยงสูง
คำว่า “ถูก” ไม่ได้หมายถึงการแข่งขันด้วยราคาต่ำที่สุด แต่คือการรักษาที่คุ้มค่าและใช้ทรัพยากรตามความจำเป็นของโรค โดยไม่เพิ่มขั้นตอน การตรวจ หรือการรักษาที่เกินความจำเป็น แม้ผู้ป่วยจะมีวงเงินประกันสุขภาพสูงก็ตาม
ส่วนคำว่า “เร็ว” หมายถึงการลดขั้นตอนที่ไม่สร้างคุณค่า การเตรียมข้อมูลล่วงหน้า และการออกแบบระบบนัดหมายให้เหมาะสม เพื่อให้ผู้รับบริการเข้าถึงการรักษาได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในโรควิกฤตที่ทุกนาทีมีผลต่อโอกาสรอดชีวิต
แนวทางการรักษาที่เน้นความสมเหตุสมผลและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่บริษัทประกันและผู้ชำระค่ารักษา โดยโรงพยาบาลได้รับการยอมรับด้านการบริหารค่าใช้จ่ายจากบริษัทประกันชั้นนำหลายแห่ง
Personalized Care รู้จักผู้รับบริการมากกว่าข้อมูลในเวชระเบียน
การดูแลเฉพาะบุคคล หรือ Personalized Care เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการยกระดับ Patient Experience โดยโรงพยาบาลนำแนวคิด Know Your Customer หรือ KYC จากภาคการเงินมาประยุกต์ใช้กับการบริการสุขภาพ
เป้าหมายคือการทำความเข้าใจผู้รับบริการมากกว่าข้อมูลด้านโรคหรือประวัติการรักษา แต่รวมถึงความชอบ ไลฟ์สไตล์ ความกังวล และความคาดหวังเฉพาะบุคคล เพื่อนำมาออกแบบบริการที่เหมาะสมและสร้างประสบการณ์เหนือความคาดหมาย
โรงพยาบาลยังใช้แอปพลิเคชัน “I’m here” เพื่อสนับสนุนบริการสำหรับลูกค้ากลุ่มพิเศษ โดยผู้รับบริการสามารถแจ้งก่อนเดินทางมาถึง เพื่อให้ทีมงานเตรียมพร้อมต้อนรับและประสานงานในแต่ละจุดได้ทันที
นอกจากนั้น ยังมีแอปพลิเคชัน Health Up สำหรับการดูแลสุขภาพในเครือพญาไท-เปาโล และเครื่องมือดิจิทัลอย่าง Ergoza ซึ่งพัฒนาโดยทีมกายภาพบำบัดเพื่อคัดกรองความเสี่ยงด้านการยศาสตร์และอาการออฟฟิศซินโดรม
แนวทางนี้ทำให้เทคโนโลยีไม่ได้ทำหน้าที่เพียงลดภาระของบุคลากร แต่เข้ามาช่วยให้โรงพยาบาลเข้าใจผู้รับบริการได้ลึกขึ้น และสามารถออกแบบบริการที่ตรงกับความต้องการของแต่ละคนได้มากขึ้น
วัฒนธรรมองค์กรและ “คน” คือหัวใจของความแตกต่าง
แม้เทคโนโลยีจะมีบทบาทสำคัญ แต่โรงพยาบาลเชื่อว่าความแตกต่างที่แท้จริงยังคงเกิดจาก “คน” และวัฒนธรรมองค์กร
โรงพยาบาลจึงให้ความสำคัญกับการสร้างบุคลากรที่มีความคล่องตัว หรือ Agility สามารถปรับตัวได้รวดเร็วในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง โดยบทเรียนสำคัญจากช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้องค์กรเห็นชัดว่า ระบบที่มีความยืดหยุ่นและบุคลากรที่พร้อมเปลี่ยนวิธีทำงาน เป็นปัจจัยสำคัญต่อความต่อเนื่องของบริการ
ภายใต้กรอบวัฒนธรรม EMPIRE ของเครือพญาไท-เปาโล โรงพยาบาลให้ความสำคัญกับ Empathy หรือความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งไม่สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยคำสั่ง แต่ต้องเกิดจากประสบการณ์ การแลกเปลี่ยน และการทำความเข้าใจมุมมองของผู้ป่วยและเพื่อนร่วมงาน
หนึ่งในกิจกรรมที่นำมาใช้คือ “Morning Smile” ซึ่งเปิดโอกาสให้บุคลากรระดับปฏิบัติการได้แบ่งปันเรื่องราวดี ๆ ของเพื่อนร่วมงานในวันก่อนหน้า เพื่อสร้างการเสริมแรงทางบวกและทำให้พฤติกรรมบริการที่ดีถูกส่งต่อภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง
พร้อมกันนี้ โรงพยาบาลยังมุ่งพัฒนาบุคลากรให้มีความเป็นมืออาชีพและเชี่ยวชาญเฉพาะทาง โดยมีแพทย์ประจำเต็มเวลากว่า 100 คน และสามารถเชื่อมโยงความร่วมมือกับเครือข่ายพญาไท-เปาโล รวมถึง BDMS เพื่อดึงผู้เชี่ยวชาญมาร่วมดูแลผู้ป่วยในเคสที่ยากและซับซ้อน
ขับเคลื่อน Smart Healthcare ด้วยระบบไร้กระดาษและ AI
โรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลที่นำระบบ SIS แบบไร้กระดาษมาใช้ตั้งแต่ระยะแรก โดยแพทย์สามารถสั่งการรักษาผ่านระบบคอมพิวเตอร์แทนการเขียนด้วยลายมือ
ระบบดังกล่าวช่วยลดความผิดพลาดในการสื่อสาร ลดความเสี่ยงจากการอ่านลายมือคลาดเคลื่อน และทำให้ข้อมูลการรักษาถูกส่งต่อระหว่างแพทย์ พยาบาล เภสัชกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างชัดเจนและรวดเร็ว
โรงพยาบาลยังนำ AI มาช่วยสนับสนุนการอ่านภาพทางการแพทย์ เช่น ภาพเอกซเรย์ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและช่วยให้แพทย์มีข้อมูลประกอบการวินิจฉัยที่แม่นยำขึ้น
นพ.ชาญชัยมองว่า ผู้บริโภคใน EEC กำลังเปลี่ยนเป็น “Smart Consumer” ที่ค้นหาข้อมูลก่อนตัดสินใจ เปรียบเทียบความคุ้มค่า และคาดหวังการใช้เทคโนโลยีในทุกขั้นตอน โรงพยาบาลจึงต้องพัฒนาระบบ Smart Healthcare ที่เชื่อมต่อบริการทางกายภาพและดิจิทัลเข้าด้วยกัน
ยกระดับ Center of Excellence รักษาโรคซับซ้อนครบในแห่งเดียว
อีกเสาหลักของกลยุทธ์คือการพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ หรือ Center of Excellence เพื่อให้โรงพยาบาลสามารถดูแลโรคซับซ้อนได้อย่างครบวงจร ลดการส่งต่อ และเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย
หนึ่งในความสำเร็จสำคัญคือ Comprehensive Cardiovascular Center หรือศูนย์หัวใจและหลอดเลือดแบบครบวงจร ซึ่งพัฒนาจากเดิมที่ให้บริการฉีดสีสวนหัวใจ ไปสู่ความสามารถในการผ่าตัดเปิดหัวใจ
โรงพยาบาลยังสามารถรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบด้วยการสวนหลอดเลือดสมองภายในโรงพยาบาล ลดความจำเป็นในการส่งต่อไปยังสถานพยาบาลอื่น ซึ่งช่วยลดระยะเวลารอและเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาภายในช่วงเวลาสำคัญ
ด้านอุบัติเหตุรุนแรง โรงพยาบาลได้พัฒนาศักยภาพ Trauma Center เพื่อรองรับลักษณะเฉพาะของพื้นที่ EEC ที่มีการคมนาคมและการขนส่งหนาแน่น โดยมีเทคโนโลยีสำหรับการใส่สายสวนเพื่ออุดหลอดเลือดในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บภายในรุนแรง เช่น ภาวะตับแตก ช่วยลดความเสี่ยงจากการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลอื่น
โรงพยาบาลยังลงทุนในเครื่อง Biplane Cath Lab ซึ่งสามารถสร้างภาพแบบสามมิติ ช่วยให้แพทย์มองเห็นตำแหน่งของหลอดเลือดได้ชัดเจนขึ้น เพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยและการทำหัตถการ โดยเฉพาะการรักษาโรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง และภาวะเลือดออกจากอุบัติเหตุ
นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังผลักดันแนวคิด “1 PCT 1 DSC” ให้ทีมดูแลผู้ป่วยแบบสหสาขาวิชาชีพในแต่ละกลุ่มโรคพัฒนาคุณภาพเพื่อขอรับรองมาตรฐานเฉพาะโรค ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานสากล เช่น AACI เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้รับบริการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
ขยายศักยภาพรองรับผู้ป่วยแตะ 629 เตียง
ปัจจุบัน โรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา 1 และโรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา 2 มีศักยภาพรองรับผู้ป่วยรวมกว่า 370 เตียง
เมื่อรวมเครือข่ายโรงพยาบาลพญาไทในพื้นที่ศรีราชาและบ่อวิน จะมีศักยภาพรองรับผู้ป่วยรวม 429 เตียง และมีแผนเพิ่มเป็น 529 เตียงในระยะที่ 2 ก่อนขยายเป็น 629 เตียงในระยะที่ 3
การขยายศักยภาพดังกล่าวสะท้อนการวางแผนตามทิศทางการเติบโตของประชากรในพื้นที่ โดยเฉพาะโซนบ่อวินและพื้นที่รอยต่อระหว่างชลบุรีกับระยอง ซึ่งมีการเติบโตของชุมชน ภาคอุตสาหกรรม และประชากรแฝงในอัตราสูง
ข้อมูลของโรงพยาบาลพบว่า ฐานผู้รับบริการในพื้นที่มีความหลากหลายอย่างมาก โดยมีทั้งคนท้องถิ่นและประชากรที่ย้ายเข้ามาทำงานจากเกือบทุกจังหวัดทั่วประเทศ ขณะที่ปัจจัยสำคัญอันดับต้น ๆ ในการเลือกโรงพยาบาลยังคงเป็นความสะดวกและความใกล้กับที่พักหรือสถานที่ทำงาน
การขยายเครือข่ายไปยังพื้นที่บ่อวินจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มสาขา แต่เป็นกลยุทธ์นำบริการสุขภาพเข้าไปใกล้ฐานประชากรที่กำลังเติบโต และช่วยลดความจำเป็นในการเดินทางเข้ามารักษาในตัวเมืองศรีราชา
เตรียมพร้อมสังคมสูงวัย จาก Treatment สู่ Prevention
การเข้าสู่สังคมสูงวัยเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่โรงพยาบาลนำมาใช้กำหนดทิศทางบริการในอนาคต เนื่องจากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นมาพร้อมกับโรคเรื้อรังและโรคที่มีความซับซ้อน เช่น โรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง มะเร็ง และโรคของระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
โรงพยาบาลจึงวางแนวทางเปลี่ยนจากการรอรักษาเมื่อเกิดโรค หรือ Treatment ไปสู่การดูแลเชิงป้องกัน หรือ Prevention มากขึ้น ผ่านการตรวจสุขภาพ การฉีดวัคซีน การประเมินความเสี่ยง และการปรับพฤติกรรมสุขภาพ
ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลยังอยู่ระหว่างศึกษาองค์ความรู้ด้าน Epigenetics หรือปัจจัยด้านพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการแสดงออกของยีน เพื่อประเมินแนวทางนำมาสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันในอนาคต
แนวคิดดังกล่าวครอบคลุมการส่งเสริมการออกกำลังกาย การจัดการความเครียด การนอนหลับ และการทำสมาธิ โดยโรงพยาบาลย้ำว่าการนำศาสตร์หรือบริการใหม่มาใช้จะต้องผ่านการพิจารณาหลักฐานทางการแพทย์และงานวิจัยอย่างเหมาะสมก่อนเสมอ
ในระยะต่อไป โรงพยาบาลยังมีเป้าหมายพัฒนาศักยภาพด้านการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากโครงสร้างประชากรสูงวัย และเติมเต็มระบบการรักษาโรคซับซ้อนภายในพื้นที่ภาคตะวันออก
วางระบบรับ Medical Hub จากผู้ป่วยท่องเที่ยวสู่ผู้พำนักระยะยาว
การเติบโตของ EEC ไม่ได้เพิ่มเฉพาะผู้รับบริการชาวไทย แต่ยังนำมาซึ่งนักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ กลุ่ม Expat และผู้เกษียณอายุที่เข้ามาพำนักในประเทศไทยระยะยาว
นพ.ชาญชัยมองว่า แนวโน้ม Medical Hub กำลังเปลี่ยนจาก Medical Tourism ซึ่งผู้ป่วยเดินทางมารักษาและเดินทางกลับ ไปสู่รูปแบบ Residential Healthcare ซึ่งผู้รับบริการเข้ามาทำงาน ลงทุน เกษียณอายุ หรือพักฟื้นในประเทศไทยเป็นระยะเวลานานขึ้น
โรงพยาบาลจึงเตรียมพัฒนา International Center และระบบบริการสำหรับชาวต่างชาติโดยเฉพาะ ตั้งแต่การติดต่อก่อนเดินทาง การประเมินค่าใช้จ่าย การประสานงานด้านการเดินทาง การดูแลระหว่างรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟูหลังออกจากโรงพยาบาล
การสร้าง Patient Experience สำหรับชาวต่างชาติยังต้องคำนึงถึงความแตกต่างด้านภาษา ศาสนา อาหาร และวัฒนธรรม โรงพยาบาลจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรให้มี Cultural Awareness และสามารถออกแบบบริการให้เหมาะสมกับผู้รับบริการแต่ละกลุ่ม
พร้อมกันนี้ ยังมีแนวคิดสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรด้านที่พักและศูนย์พักฟื้นในรูปแบบรีสอร์ต เพื่อให้ผู้ป่วยที่พ้นระยะวิกฤตสามารถพักฟื้นในสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลาย โดยยังเชื่อมต่อกับทีมบุคลากรทางการแพทย์ได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงพัฒนาโมเดลส่งทีมแพทย์และพยาบาลไปดูแลผู้ป่วยถึงที่พักสำหรับผู้พำนักระยะยาวหรือผู้ที่มีข้อจำกัดในการเดินทาง
แนวทางดังกล่าวจะช่วยขยายบทบาทของโรงพยาบาลจากสถานที่รักษา ไปสู่ผู้บริหารจัดการระบบนิเวศด้านสุขภาพที่ครอบคลุมทั้งการป้องกัน การรักษา การฟื้นฟู และการใช้ชีวิตหลังการรักษา
มุ่งสู่ Partner for Life ของประชาชนและภาคธุรกิจ EEC
นพ.ชาญชัยกล่าวว่า เป้าหมายของโรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา ไม่ได้อยู่ที่การเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่สุด แต่คือการเป็นโรงพยาบาลที่เข้าใจบริบทของภาคตะวันออก และสามารถดูแลผู้รับบริการได้อย่างครบถ้วนในทุกช่วงชีวิต
“EEC เติบโตเร็วมาก ความต้องการของผู้รับบริการก็เปลี่ยนเร็วเช่นเดียวกัน โรงพยาบาลจึงต้องมีความคล่องตัว ต้องรู้จักลูกค้า เข้าใจวัฒนธรรมของพื้นที่ และลงทุนในสิ่งที่ช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นบุคลากร เทคโนโลยี หรือกระบวนการบริการ”
ภายใต้แนวคิด Partner for Life โรงพยาบาลจึงมุ่งสร้างความสัมพันธ์กับผู้รับบริการตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาโรคทั่วไป โรคเฉพาะทางและโรคซับซ้อน ไปจนถึงการฟื้นฟูและการดูแลต่อเนื่องระยะยาว
ปัจจุบัน โรงพยาบาลมีศูนย์และคลินิกเฉพาะทางครอบคลุมทุกช่วงวัย ได้แก่ ศูนย์หัวใจ ศูนย์สมองและระบบประสาท ศูนย์ระบบทางเดินอาหารและตับ ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ ศูนย์สุขภาพหญิง ศูนย์สุขภาพเด็กและวัยรุ่น ศูนย์เวชศาสตร์การกีฬา ศูนย์ศัลยกรรม ศูนย์ทันตกรรม ตลอดจนศูนย์ส่งเสริมสุขภาพและเวชศาสตร์ชะลอวัย
การปรับโฉมโรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา จึงไม่ใช่เพียงการยกระดับอาคารหรือเพิ่มห้องพักพรีเมียม แต่เป็นการวางโครงสร้างใหม่ของระบบบริการสุขภาพ ตั้งแต่การสร้างวัฒนธรรมองค์กร การพัฒนาคน การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี การลดขั้นตอนการบริการ ไปจนถึงการเพิ่มศักยภาพรักษาโรคซับซ้อน
ทั้งหมดนี้คือยุทธศาสตร์สำคัญในการรองรับการเติบโตของ EEC สังคมสูงวัย และการเคลื่อนย้ายของผู้คนจากทั่วโลก พร้อมวางตำแหน่งโรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา ให้เป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพชั้นนำของภาคตะวันออก และเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่จะสนับสนุนประเทศไทยสู่ Medical Hub ระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน















