
6 ประเทศพันธมิตร ร่วมแบ่งปันแนวทางใช้นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เป็นกลไกสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ยกระดับระบบนิเวศสตาร์ตอัป และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
SITE 2026 วันแรก เปิดเวทีเสวนา “Innovation Diplomacy for Global Impact” บน Main Stage ชวนผู้แทนทางการทูตและผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายนวัตกรรมจาก 6 ประเทศ ได้แก่ ฟินแลนด์ นอร์เวย์ ชิลี สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และลักเซมเบิร์ก ร่วมถอดบทเรียนการใช้นวัตกรรมเป็นเครื่องมือสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมชี้โอกาสในการยกระดับระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทยสู่เวทีโลก
เวทีนี้สะท้อนให้เห็นว่า Innovation Diplomacy ไม่ได้หมายถึงเพียงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่คือการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย นักลงทุน และผู้ประกอบการ เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความท้าทายระดับโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงด้านพลังงาน ระบบสาธารณสุข การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และการพัฒนากำลังคนแห่งอนาคต
ดร.คริสตีนา คูวายา-ซานโทพูลอส เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ฟินแลนด์ให้ความสำคัญกับ “คน” ในฐานะทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุดของประเทศ โดยปลูกฝังความคิดสร้างสรรค์ การคิดเชิงวิพากษ์ การสร้างเครือข่าย และทักษะผู้ประกอบการตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมมองว่าไทยและฟินแลนด์สามารถต่อยอดความร่วมมือได้ในหลายด้าน โดยเฉพาะ FoodTech การใช้ประโยชน์จากชีวมวล และการพัฒนาหลักสูตรเพื่อสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่
นางอัสตริด เอมิลี เฮลเลอ เอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย กล่าวถึงบทบาทของการศึกษาและนโยบายภาครัฐในการสร้างโอกาสที่เท่าเทียม ควบคู่กับการสนับสนุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เศรษฐกิจสีเขียว และการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาคเกษตร ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยและนอร์เวย์สามารถร่วมมือกันได้อย่างใกล้ชิด
นายเดวิด ฮันเซน ซาลัส อุปทูตรักษาการแทน สถานเอกอัครราชทูตชิลีประจำประเทศไทย นำเสนอแนวคิดการสร้าง Innovation Diplomacy ผ่านความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสตาร์ตอัป พร้อมยกตัวอย่าง Latam GPT โมเดลปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาจากข้อมูลและบริบทของภูมิภาคลาตินอเมริกา เพื่อลดอคติของข้อมูลและสะท้อนอัตลักษณ์ของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง พร้อมเสนอให้ไทยและชิลีเป็นประตูเชื่อมโยงธุรกิจระหว่างอาเซียนและลาตินอเมริกา
นางสาวคริสตีน เลอว์ อัครราชทูตและรองหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูต สถานเอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ความสำเร็จของระบบนิเวศนวัตกรรมเกิดจากการสร้าง “สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโต” โดยเฉพาะการสนับสนุนงานวิจัยขั้นพื้นฐาน การพัฒนาบุคลากร การผลักดัน Deep Tech และการเชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม


นางสาวแอนนา เพียร์สัน ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืน สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย กล่าวว่า สหราชอาณาจักรให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมผ่าน 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ Talent, Trust และ Scale พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มรัฐบาลดิจิทัลและการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ ตลอดจนสนับสนุนความร่วมมือด้านการวิจัย โดยเฉพาะ HealthTech ชีววิทยาวิศวกรรม และวิทยาศาสตร์จีโนมิกส์
นายเอริก โลเออร์ ที่ปรึกษาฝ่ายการค้าและการลงทุน สถานเอกอัครราชทูตลักเซมเบิร์กประจำประเทศไทย กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญของสตาร์ตอัปทั่วโลกคือการก้าวจากระยะเริ่มต้นไปสู่การขยายธุรกิจ หรือ Scale-up ลักเซมเบิร์กจึงมุ่งสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงงานวิจัย เงินทุน ภาคอุตสาหกรรม และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อช่วยให้ธุรกิจนวัตกรรมเติบโตสู่ตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน
เวทีเสวนาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้แต่ละประเทศจะมีบริบทและจุดแข็งที่แตกต่างกัน แต่มีปัจจัยความสำเร็จร่วมกัน คือการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ การสร้างระบบนิเวศที่แข็งแรง การสนับสนุนงานวิจัย การเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างประเทศ และการกำกับดูแลที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบ
สำหรับประเทศไทย บทเรียนจากทั้ง 6 ประเทศสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมในหลายสาขา ทั้ง FoodTech, AgriTech, HealthTech, Clean Energy, FinTech, AI, Deep Tech และการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต รวมถึงการสร้างความร่วมมือด้านการวิจัย การลงทุน และการขยายตลาดของสตาร์ตอัปไทยสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก
ทั้งนี้ งาน SITE 2026 ยังมีเวทีเสวนา กิจกรรม Business Matching และโซนจัดแสดงนวัตกรรมจากสตาร์ตอัปและผู้ประกอบการไทยตลอดการจัดงาน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ ภาคเอกชน นักลงทุน และผู้ประกอบการได้เชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจและความร่วมมือใหม่ๆ ร่วมกัน
















